วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่9



บันทึกการเรียนครั้งที่9
วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.



นำเสนองานวิจัย

านวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยที่มีต่อมนุษยสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย

  การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ
มีมนุษยสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยก่อนทดลอง ระหว่างทดลอง
และหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ5- 6ปี ที่กำลัง
ศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 21 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนสาธิตปฐมวัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นการเลือกแบบเจาะจงจำนวน 1ห้องเรียน จำนวน 22 คน โดยได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 45 นาที่รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 32 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคันคว้าครั้งนี้เป็นแผนการจัดการรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยและแบบสังเกตพฤติกรรมการมีมนุษยสัมพันธ์ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกพฤติกรรม เ0ได้ค่ 100 และมีคำความเชื่อมั่นทำกับ 097 การวิจัยครั้งนี้ใช้แผนการทดลองแบบ One - Group Time - Series สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำและการวิเคราะห์ขนาดส่งผล


ผลการวิจัยพบว่า 

1) ระดับพฤติกรรมโดยรวมและรายด้าน คือ ด้านการร่วมมือ ด้านการ
ทำงานกลุ่ม ด้านการช่วยเหลือ และ ด้นการแบ่งปัน ก่อนและระหว่างการทดลอง ส่วนใหญ่เด็กแสดง
พฤติกรรมการมีมนุษยสัมพันธ์ด้วยตนเองบางครั้ง แต่หลังการทดลองส่วนใหญ่เด็กแสดงพฤติกรรมการ
มีมนุษยสัมพันธ์ด้วยตนเองทุกครั้ง 
2) ผลการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยรวม
ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง มีค่าเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P<.05
การทดลองครั้งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมโดยรวมอยู่ในระดับร้อยละ 6 ส่วนพฤติกรรมรายด้านทุกด้านก่อน
ระหว่าง และหลังการทดลอง มีค่าเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P<.05 การ
ทดลองครั้งนีสงผลต่อพฤติกรมรายด้นอยู่ในระดับร้อยละ 58,78,84 และ 80 ตามลำดับ


งานวิจัยเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต

  การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกพาพฤติกรรมความสุขของเด็ก
ปฐมวัยก่อนและหลังการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต โดยรวมและจำแนกเป็นรายด้าน คือ คนสนุกสนาน
กับประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุขและนเสริมสร้งทักพะทางสังคม
สำหรับความสัมพันธ์ที่มีความสุข
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียชายหญิง อายุระหว่าง 5-6ปี กำลังศึกษา
อยู่ชั้นอนุบาลปีที่2 ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกมา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ)แขวงบางหว้า
เขตภาษีเจริญ กรุงทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม
(Cluster Random Sampling) มา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 4 ห้องเรืยน และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random
Sampling) โดยทำการจับฉลากนักเรียนห้องที่สุ่มได้เพื่อจัดป็นกลุ่มตัวอย่งจำนวน 1รคน โดยกลุ่ม
ตัวอย่างได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่พื่อชีวิตป็นระยะเวลาร ส้ปดห์ สัปดาห์ละ 3วัน วันละ 40 นาที่
ครื่องมือที่ชไนการวิจัยรั้นี้คือแบบสังเกตพฤติกรรมควมสุขของเด็กปฐมวัย กิจกรรม
คุณค่าเพื่อชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t-test แบบ Dependent Samples

ผลการศึกพาพบว่า
1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าพื่อชีวิตมีพฤติกรรมความสุขโดยรวมหลังการ
ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิดิที่ระดับ 0.5
2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดคิงกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตมีพฤติกรรมความสุขคนสนุกสนาน
กับประสบการณ์แห่งความสุขด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุขและด้านเสริมสร้างทักษะทางสังคม
สำหรับความสัมพันธ์ที่มีความสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05


งานวิจัยเรื่อง การสำรวจพฤติกรรมก้าวร้าวและการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัย
โดยผู้ดูแลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกพาเชิงพรรถนา เพื่อศึกษาพฤติกรรมก้าวร้าวและการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัยอายุ 2-5 ปี โดยผู้ดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานึ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 237คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแล แบบสอบถามพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในเต็กปฐมวัย ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยงจากความสอดคล้องภายในของเบบสอบถามการพบเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัยได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาตเท่ากับ 093และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อละ ค่ามาตรฐาน ค่าพิสัยระหว่าง ควอร์ไทล์

ผลการวิจัยพบว่า
1.การพบเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัยโดยผู้ดูแลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยรวมอยู่ในระดับน้อย (คะแนน 0-90: Mส= 16, OR - 170) โดยพบเพื่อนพฤติกรรมก้าวร้าวรายด้านทางกายและทางวาจาอยู่ในระดับน้อย(คะแนน 0-6 M- 1, 1OR - 110 และ คะแนน 0-30: Md-6, 0R -60ตามลำดับ) เมื่อวิเคราะห์
การพบห็นพฤติกรรมก้าวร้าวทางกายด้านย่อยพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับน้อย ได้แก่ ด้านทำร้ายตนเอง (คะแนน 0 8 Md= 1, OR- 30) ทำร้ายผู้อื่น (คะแนน 027: M=7, QR -60) และทำลายสิ่งของ (คะแนน 0-15; Md = 3, IOR - 4.0)
2. การจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในด็กปฐมวัยโดยผู้ดูแลของศูนย์พัฒนาด็กเล็กพบว่า
2.1 การจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวด้านการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสม
2.2 การจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวด้านการยับยั้งเมื่อมีข้อบ่งชี้ของพฤติกรรมก้าวร้าวอยู่ในระดับมาก (คะแนน 4-12: Md= 11, 1QR =3.0)
2.3 การจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวด้านการยุติพฤติกรรมก้าวร้าวอยู่ในระดับป่านกลาง (คะแนน 5-15; Md= 10,IOR = 2.0)

ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้ดูแลจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัย อีกทั้งเป็นข้อมูลสำคัญให้ผู้บริหารวางแผนจัดอบรมผู้ดูแลให้ตระหนักถึงการจัดการ
พฤดิกรรมก้าวร้าวในเด็กปฐมวัยที่ถูกต้องเหมาะสม ส่งผลให้เด็กปฐมวัยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวได้รับ
การจัดการที่เหมาะสมต่อไป


งานวิจัยเรื่อง ผลการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติที่มีต่อ
พฤติกรรมอิทธิบาท 4 ของเด็กปฐมวัย

  การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ของเด็กปฐมวัยก่อนและ
หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การวิจัยนี้คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) แขวงดอนเมือง เขดดอน
เมือง กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่ม
กลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อ
ธรรมชาติ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนอง ทำการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วันๆ
ละ 40 นาที่ ทำการทดลองทั้งสิ้น 24 ครั้ง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อ
ธรรมชาติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและแบบสังเกตพฤติกรรมอิทธิบาท 4 แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง
ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองการวิจัยแบบ One Group Prelest -Posttest Design และทดสอบความแตกต่างของตัวแปรโดยใช้การทดสอบ t - test สำหรับ Dependent Samples

ผลการวิจัยพบว่า 
หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01




การประเมิน
ประเมินอาจารย์: อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมจากที่นักศึกษานำเสนอ
ประเมินเพื่อน: เพื่อนๆก็ตั้งใจฟังบ้างบางครั้ง
ประเมินตนเอง: ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนอและเสนอมีติดขัดบ้าง



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น